ร้อง ปปป. ตรวจสอบ 2 สมภารวัดญวน ซื้อ-ขายที่ดินวัดโดยมิชอบ

ทนายกองทัพธรรม พา 2 โยมอุปัฏฐาก ร้อง ปปป. ตรวจสอบ 2 สมภารวัดญวน ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ สร้างกุฏิรุกล้ำลำคลองสาธารณะ สร้างโรงครัวโดยมิได้รับอนุญาต นำเงินวัดไปซื้อที่ดินโดยใช้ชื่อเจ้าอาวาส และนำไปขายต่อให้บุคคลที่สาม เข้าข่ายทำผิดมาตรา 157,147

Advertisement

นายอนันต์ชัย ไชยเดช ประธานมูลนิธิทนายกองทัพธรรม นำนายสามารถ สุธรรมพิทักษ์ ซึ่งเป็นผู้บริจาคที่ดินสร้างวัดวัดธรรมปัญญาราม (บางม่วง) และนายมานวรรธน์ สุธรรมพิทักษ์ โยมอุปัฏฐากของวัดดังกล่าว เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ หรือ บก.ปปป. เพื่อดำเนินคดีกับพระคณานัมธรรมเมธาจารย์ เจ้าคณะใหญ่อนัมนิกาย เจ้าอาวาสวัดสมณานัมบริหาร และองพจนกรโกศล หรือพระพิสิษฐ์ ศรีวิชา ผู้ช่วยปลัดขวาอนัมนิกาย เจ้าอาวาสวัดธรรมปัญญาราม (บางม่วง) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 และ 157 ประกอบด้วย มาตรา 86

โดยนายอนันต์ชัย กล่าวว่า เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ขณะที่ตนเองนำรักษาการเจ้าอาวาส วัดกุศลสมาคร ไปแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษ พระภิกษุ สามเณร ฆราวาส และครู รวมทั้งหมด 44 คน ข้อหา “ดูหมิ่นเจ้าพนักงาน / แจ้งความเท็จ / และหมิ่นประมาท” ที่สถานีตำรวจนครบาลจักรวรรดิ นายสามารถ สุธรรมพิทักษ์ และพวก ได้มายื่นหนังสือต่อมูลนิธิทนายกองทัพธรรม โดยอ้างว่า องพจนกรโกศล เจ้าอาวาสวัดธรรมปัญญาราม (บางม่วง) สร้างกุฏิรุกล้ำลำคลองสาธารณะ อีกทั้งสร้างโรงครัวโดยไม่ได้รับอนุญาต และยังนำเงินวัดไปซื้อที่ดินใส่ชื่อของเจ้าอาวาส ก่อนนำไปขายต่อให้บุคคลที่สาม ซึ่งมูลนิธิทนายกองทัพธรรมได้ตรวจสอบแล้ว น่าจะเป็นเรื่องจริง จึงได้พานายสามารถ กับนายมานวรรธน์ มาแจ้งความวันนี้ (21 มี.ค.66) 2 คดี

โดยคดีแรก นายมานวรรธ์ สุธรรมพิทักษ์ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2565 ได้ทำหนังสือร้องเรียนต่อ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ว่า องพจนกรโกศล ผู้ช่วยปลัดขวาอนัมนิกาย เจ้าอาวาสวัดธรรมปัญญาราม (บางม่วง) ตำบลบางช้าง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม “เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ” โดยสร้างกุฏิสงฆ์ของวัดธรรมปัญญาราม (บางม่วง) ทับทางสาธารณะ และรุกล้ำลำคลองสาธารณะ(คลองโรงหีบ) โดยการก่อสร้างกุฏิดังกล่าวผิดแบบก่อสร้างที่ขออนุญาตไว้ อีกทั้งยังสร้างอาคารโรงครัวโดยไม่ได้ขออนุญาตตามกฎหมาย

ต่อมา วันที่ 3 พฤษภาคม 2565 ผู้อำนวยการ ป.ป.ช. ประจำจังหวัดนครปฐม ได้มีหนังสือถึง ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ว่า “เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2565 คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีมติในการประชุมครั้งที่ 41/2565 ให้ส่งเรื่องดังกล่าวให้ผู้บังคับบัญชา หรือผู้มีอำนาจแต่งตั้ง หรือถอดถอนดำเนินการทางวินัยไปตามหน้าที่ และอำนาจตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 64 และเมื่อดำเนินการได้ผลเป็นประการใด โปรดแจ้งให้ทราบด้วยตามมาตรา 65”

จากนั้นในวันที่ 17 พฤษภาคม 2565 ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้ทำหนังสือถึง พระคณานัมธรรมเมธาจารย์ เจ้าคณะใหญ่อนัมนิกาย เจ้าอาวาสวัดสมณานัม ว่า “สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ พิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีดังกล่าวเป็นเรื่องเกี่ยวกับการปกครองคณะสงฆ์อนัมนิกาย เป็นอำนาจหน้าที่ของเจ้าคณะผู้ปกครองสงฆ์ จึงขอถวายเรื่องแด่พระคุณท่านเพื่อโปรดพิจารณาในทางปกครองคณะสงฆ์ และขอความเมตตาแจ้งผลให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติทราบด้วย”

แต่ปรากฏว่า เจ้าคณะใหญ่ กลับละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ไม่ยอมตั้งอธิกรณ์ หรือตั้งคณะกรรมการสอบสวน หรือไม่ยอมลงนิคหกรรมสอบสวน องพจนกรโกศล ตาม พรบ.คณะสงฆ์ 2505 และตามกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 11 พ.ศ.2521 ซึ่งตนเองได้สอบถามต่อ ป.ป.ช. และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติหลายครั้ง แต่กลับไม่ได้รับคำตอบ และบอกว่า ให้ไปดำเนินคดีกับเจ้าคณะใหญ่เอง อีกทั้งได้ยินมาว่ามีการไปฉันข้าวร่วมกันที่ต่างจังหวัด และได้พูดถึงคดีดังกล่าวว่า”จะไม่ดำเนินการใดๆ หากพระคณานัมธรรมเมธาจารย์ ยังเป็นเจ้าคณะใหญ่ จะไม่มีใครทำอะไร องพจนกรโกศล ได้” จึงได้มาแจ้งความเจ้าคณะใหญ่ และองพจนกรโกศล ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมาตรา 86

ส่วนคดีที่2 นั้น ทนายอนันต์ชัย กล่าวว่า นายมานวรรธน์ และนายสามารถ ได้ร้องเรียนมายังมูลนิธิทนายกองทัพธรรม โดยกล่าวหา องพจนกรโกศล ว่า เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2555 องพจนกรโกศล ผู้ช่วยปลัดขวาอนัมนิกาย เจ้าอาวาสวัดธรรมปัญญาราม (บางม่วง) ได้ซื้อที่ดิน โฉนดเลขที่ 63023 เลขที่ดิน 424 ตำบลบางช้าง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม เนื้อที่ 2ไร่ 2 งานราคา 1.5 ล้านบาท โดยมีใส่ชื่อตนเองร่วมกับสีกาคนหนึ่ง เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ซึ่งคาดว่าจะนำเงินวัดธรรมปัญญาราม ไปซื้อ และได้มีการรังวัดแบ่งแยกโฉนดคนละครึ่ง ต่อมาในวันที่ 20 ตุลาคม 2559 องพจนกรโกศล ก็ได้ขายที่ดินในส่วนของตนเองให้กับสีกาคนเดิมในราคา 4 แสนบาท และคาดว่าไม่ได้นำเงินจำนวนนี้เข้าวัดธรรมปัญญาราม จึงอยากให้ตรวจสอบ และหากพบการกระทำความผิดขอให้ดำเนินคดี ผมได้ไปตรวจสอบที่สำนักงานที่ดินจังหวัดนครปฐม สาขาสามพราน แล้ว พบว่า มีการซื้อขายกันจริง

ซึ่งการกระทำดังกล่าวของ “องพจนกรโกศล” นั้น อาจจะเข้าข่ายการกระทำความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 และมาตรา 157 และอาจขัดต่อมติของมหาเถรสมาคม ครั้งที่ 15/2542 ลงวันที่ 11 พฤษภาคม 2542 เรื่อง คำแนะนำการถือกรรมสิทธิ์และการถือครองที่ดินของวัด ข้อ 4 ระบุว่า “กรณีเจ้าอาวาสนำเงินของวัดไปซื้อที่ดินโดยเจตนาให้เป็นของตน หรือของบุคคลอื่น ถือเป็นการเบียดบังทรัพย์สินของวัด มีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์สินของวัดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147”

ดังนั้น นายมานวรรธน์ และนายสามารถ จึงได้มาแจ้งความ เพื่อดำเนินคดีกับ “องพจนกรโกศล” ในวันนี้