ไซเบอร์ดายน์ เปิดตัว “ไซบอร์ก” หุ่นยนต์ทางการแพทย์จากญี่ปุ่น

บริษัท ไซเบอร์ดายน์ เปิดตัวธุรกิจให้บริการหุ่นยนต์ไซบอร์กทางการแพทย์เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยโรคร้ายแรงที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้เป็นครั้งแรกในประเทศไทย โดยได้รับความร่วมมือจากศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) หรือ TCELS ในสังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

Advertisement

ศ.ดร. โยชิยูกิ ซานไค ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการ บริษัทไซเบอร์ดายน์ กล่าวว่าหุ่นยนต์ไซบอร์ก คือนวัตกรรมสุดล้ำที่สามารถสั่งการโดยตรงจากสมองมนุษย์ เพราะมนุษย์ทุกคนเกิดมาพอมีอายุที่มากขึ้นความสามารถของร่างกายเริ่มถดถอยลง หลายคนต้องเผชิญกับโรคร้ายทำให้ร่างกายเคลื่อนไหวไม่ได้ เช่น โรคสโตรค หรือ เส้นเลือดในสมองแตก รวมทั้งโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง จึงได้มีการสร้างหุ่นยนต์ขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือกลุ่มคนเหล่านี้ตลอดจนผู้สูงอายุ โดยหุ่นยนต์ตัวนี้เป็นหุ่นยนต์ไซบอร์ก ที่มีการเชื่อมโยงสัญญาณมนุษย์เข้ากับ bioelectrical หรือความคิดของเราเชื่อมต่อกับระบบอิเล็กทรอนิกส์ เป็นการสั่งการโดยตรงจากสมองมนุษย์ ไม่เหมือนหุ่นยนต์ที่ไปกดแล้วทำงานอย่างเดียว

ดังนั้น นี่จึงเป็นการเชื่อมระหว่างอิเล็กทรอนิกส์กับชีวภาพของมนุษย์โดยสมบูรณ์ ซึ่งหากมีปัญหาสุขภาพร่างกาย ถ้าร่างกายไม่ดีแล้วแต่สมองยังใช้การได้อยู่ สมองก็จะทำการสั่งการให้หุ่นยนต์เคลื่อนไหวได้ โดยทางไซเบอร์ดายน์ได้พัฒนาหุ่นยนต์นี้มาตั้งแต่ปี 1991 จนถึงปัจจุบัน รวมเวลาเกือบ 30 ปีจนกระทั่งหุ่นยนต์สามารถเชื่อมต่อกับความคิดของคนได้สำเร็จ

ทั้งนี้ตนเชื่อมั่นในศักยภาพไทยในการเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ระดับโลก คาดประเทศไทยจะกลายเป็น medical Hub ของทวีปเอเชียจึงนำหุ่นยนต์ไซบอร์กมาเปิดตัวที่ประเทศไทย เพราะประเทศไทยกำลังเข้าสู่ยุค 4.0 มีการมุ่งเน้นพัฒนาเทคโนโลยี และนวัตกรรมทางการแพทย์ ตนจึงมีแนวคิดว่าจะตั้งเป็นสมาคมประชาชาติเอเชียในการวิจัยและพัฒนาหุ่นยนต์ ล้ำสมัยขึ้นมาโดยอาศัยความร่วมมือกับรัฐบาลไทย รวมถึง TCELS ในการให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประชาชาติอาเซียนที่สามารถพัฒนาหุ่นยนต์ชั้นสูงในการรักษาทางการแพทย์ได้” ดร.ซานไค กล่าว

ด้านดร.นเรศ ดำรงชัย ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ กระทรวงวิทยาศาสตร์ (TCELS) กล่าวว่า เราอยากให้เกิดอุตสาหกรรมใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมทางการแพทย์ แต่ในขณะเดียวกัน ต้องช่วยยกระดับคุณภาพชีวีตของประชาชนด้วย ซึ่งการวิจัยอาจจะเกิดขึ้นในมหาวิทยาลัย หรือมีสถาบันอื่นๆเข้ามาช่วย
สำหรับการพัฒนาหุ่นยนต์ไซเบอร์ดายน์ ตนเชื่อว่าในอนาคตหากมีการร่วมมือพัฒนา ถ่ายทอดเทคโนโลยี ทำวิจัยร่วมกัน จะสามารถไปได้ไกล ส่วนการเข้าถึงผู้ป่วยเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นมาก ซึ่งได้มีการคุยกันว่าถ้าแพง เกินไปอาจจะทำได้ในวงจำกัด จึงอยากให้เกิดการร่วมกันพัฒนาให้เทคโนโลยีแผ่ขยายไปในวงกว้าง และสุดท้าย หากได้ผลจริง และมีการวางระบบที่ดี ตนเชื่อว่าหลักประกันสุขภาพจะสามารถเข้ามามีบทบาทในระบบเบิกจ่ายได้ ซึ่งจะเป็นอีกเส้นทางหนึ่งที่จะทำให้คนไทยเข้าถึงเทคโนโลยีทางการแพทย์

สำหรับการทำงานของหุ่นยนต์นั้น Cyberdyneใช้ระบบปฏิบัติการผสมผสาน (HAL – Hybrid Assitive Limb) ซึ่งเป็นระบบที่แพทย์สามารถเลือกได้ระหว่างแบบให้คนไข้สั่งการหุ่นยนต์เองด้วยการคิด หรือ แบบอัตโนมัติ เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของหุ่นยนต์ Cyberdyne ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้หุ่นยนต์ของ Cyberdyne เป็นไซบอร์กด้วย เนื่องจาก ระบบการทำงานที่คนไข้สั่งการได้เองจะเป็นการเชื่อมต่อระหว่างสัญญาณไฟฟ้าจากสมองมนุษย์ (Bio Electrical Signal) และระบบอิเล็กทรอนิกส์ของหุ่นยนต์ การทำงานช่วยเหลือกันอย่างเป็นหนึ่งเดียวระหว่างมนุษย์และหุ่นยนต์นี้เองทำให้หุ่นยนต์ก้าวเดินหรือขยับตามคำสั่งจากสมองมนุษย์