ลาวระงับโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำหลังเขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อยแตก

แบตเตอรี่เอเชียสะดุด? รัฐบาลสปป.ลาวสั่งสอบกรณีเขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อย ในส่วนของโครงสร้างรวมถึงจนท.รัฐที่เซ็นอนุมัติ พร้อมมติครม.ระงับโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำทั้งหมดเพื่อทบทวนอีกที ขณะที่ในปัจจุบันประเทศเพื่อนบ้านอย่างไทยมีข้อตกลงซื้อไฟฟ้าจากลาวอยู่ประมาณ 9,000 เมกะวัตต์ จึงกลายเป็นคำถามถึงผลกระทบที่จะตามมา

Advertisement

           กลายเป็นเรื่องราวระดับชาติ เมื่อ รัฐบาลสปป.ลาว มีมติผ่านการประชุมรัฐบาลสมัยสามัญประจำเดือนสิงหาคม (ประชุมครม.ลาว) โดยมี “นายทองลุน สีสุลิด” นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน โดยสำนักข่าวเวียงจันทน์ไทมส์ ระบุว่า ในการประชุมดังกล่าว มีมติที่จะให้มีการในการตรวจสอบกรณีเขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อยแตกเมื่อวันที่ 23 ก.ค.61ที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดน้ำท่วม 13 หมู่บ้านในเขตเมืองสนามไซย แขวงอัตตะปือ ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ คร่าชีวิตประชาชน 34 คน และสูญหายกว่า 100 คน อีกทั้งยังทำให้ประชาชนหลายพันคนได้รับความเดือดร้อน โดยได้แบ่งคณะกรรมการออกเป็น 2 ชุด โดยมีนายบุญทอง จิตมณี รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานทั้งสองชุด

นายทองลุน สีสุลิด นายกรัฐมนตรี สปป.ลาว (ภาพจาก http://raosukunfung.com)
ภาพจากเว็ปไซต์ต่างประเทศ

ซึ่งชุดแรกจะเป็นคณะกรรมการเฉพาะกิจ (taskforce committee) ตรวจสอบสาเหตุการทรุดตัวซึ่งเป็นสาเหตุหลักให้เขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อยแตก  เกิดการทรุดตัวลง เกิดรอยร้าว ทำให้น้ำไหลทะลักออกมา โดยอาจจะมีผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศเข้าร่วม

ส่วนชุดที่สองเป็น คณะกรรมการระดับสูง (high-level committee) เพื่อตรวจสอบความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องกับการอนุมัติการก่อสร้าง และการแจ้งเตือนภัยพิบัติ

นอกจากนี้ ที่ประชุมรัฐบาล สปป.ลาว ยังรับทราบความคืบหน้าในการบริหารจัดการภัยพิบัติในเขตเมืองสนามไซย และเห็นด้วยที่จะดำเนินการตรวจสอบเขื่อนทั้งประเทศ ทั้งที่ก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์แล้วและอยู่ระหว่างการก่อสร้าง  และรัฐบาล สปป.ลาวยังตัดสินใจระงับการพิจารณาแผนลงทุนใหม่ ๆ เกี่ยวกับโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำเพื่อทบทวนยุทธศาสตร์และแผนงานทั้งหมด

ปัจจุบัน ลาวโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำแล้ว 46 แห่ง มีกำลังการผลิต 6,400 เมกกะวัตต์ และยังมีแผนก่อสร้างอีก 54 แห่ง ใน 14 แขวง เพื่อให้โรงไฟฟ้าทั้ง 100 แห่งผลิตกระแสไฟฟ้าเข้าระบบได้ 28,000 เมกกะวัตต์ ภายใต้แผนพัฒนาประเทศให้เป็น “แบตเตอรีของเอเชีย” โดยส่งไฟฟ้าขายให้ประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศ รวมทั้งในประเทศไทย ที่ใช้ไฟฟ้าพลังน้ำจากลาวในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย  และกลายเป็นคำถามถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับความมั่นคงด้านพลังงานของไทย จากมติการประชุมรัฐบาล สปป.ลาวในครั้งนี้ เนื่องจากตามแผนการรับซื้อไฟฟ้าระหว่างไทยและลาวในปัจจุบันจากข้อมูลของ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) มีข้อตกลงซื้อขายไฟฟ้า(เอ็มโอยู)ระหว่างไทย-ลาวที่มีอยู่ในปัจจุบัน 9,000 เมกะวัตต์ และยังมีหลายแผนงานของกระทรวงพลังงานเกี่ยวกับการซื้อไฟฟ้าจากลาวที่คาบเกี่ยวไปในปี 2562